ไปตอบในกระทู้ของคุณ Charles ( http://palmbook.multiply.com/ ) ไว้
=======
มีคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังมากคนหนึ่ง ซึ่งผมลืมชื่อท่านไปแล้ว (ขออภัย) ว่า ..."All Science begins as philosophy, and ends as the art."แปลตรงๆ ว่า "ศาสตร์ทุกแขนง เริ่มต้นด้วยปรัชญา และสิ้นสุดกลายเป็นศิลปะ"คมมากๆถ้าอย่างคนที่เล่น มัลติพลายในสังคมไทย (ซึ่งถ่ายรูปกันเป็นหลัก) คงเห็นภาพได้ชัดเจนการถ่ายภาพ...เริ่มต้นจากความพยายามจะบันทึกภาพเหตุการณ์ในขณะนั้นๆ ให้ได้อย่างตาเห็น ยิ่งกว่าการวาดภาพ (แนวคิด, ปรัชญา)...เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบ (ศตวรรษแห่งการค้นพบ) การพัฒนาทางด้านการประดิษฐ์ทำให้เกิดกล้องถ่ายภาพรุ่นแล้วรุ่นเล่า ฟิล์มยุคแล้วยุคเล่า เข้าสู่ยุคดิจิตอลในที่สุด (ศาสตร์)...แต่เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว การนำไปใช้กลับเป็นเรื่องของศิลปะ (ความงาม ความจริง แนวคิด การรับใช้สังคมหรือพานิชย์ ฯลฯ) นั่นคือเข้าสู่ State of the art (ระยะ/ขั้นแห่ง(การเป็น)ศิลปะ) [state ในที่นี้น่าจะแปลว่า ระยะหรือขั้น ไม่ใช่ รัฐ หรือ คำพูด]ถ้า imply นัยยะแห่งตัวอักษร state-of-the-art จึงแปลได้ดังที่ท่านเจ้าของบล็อกนำมาจาก wikipedia นั่นแล...
เลยก๊อปมาเก็บในบ้านตัวเอง
ไว้ดูเล่น
ข่าวด่วน สำคัญมาก
แพทย์ท่านอื่นไม่เตือน กระทรวงสาธารณสุขยังนิ่งเฉย
แต่ผมประสบมาด้วยตนเอง
วันนี้...ผมได้ไปชมภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนึง (อ้างอิงถึง blog ก่อนหน้านี้) จากต่างประเทศ
ปกติหนังอนิเมชั่นก็สร้างให้เด็กๆ ดูได้ผู้ใหญ่ดูดี แต่รอบที่ผมไปส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว
แต่กลับมีเด็กผู้หญิงประถมมานั่งข้างๆ ผม ... เนื่องจากโรงหนังมันมืด แต่ผมจับเอาจากน้ำเสียงแล้วพบว่า
น้องเค้าไม่สบาย ไม่สบายมากด้วย จากประสบการณ์เป็นศัลยแพทย์ทำให้ผมสามารถวินิจฉัยโรคให้น้องเค้าได้เลยว่า น้องเค้าป่วยเป็น "โรคเส้นตื้น"
ครับ...โรคเส้นตื้น...อาการก็คือ อะไรที่ขำ ตะแกจะขำคูณสี่ อะไรที่คนอื่นเฉยๆ แกก็จะขำคูณสอง
มันเป็นโรคระบาด ผมรู้ได้โดยทันที เพราะไม่ทันไรอาการก็กำเริบ !!! โอ้วมันน่ากลัวมาก
ย้ำ...มาก...มาก
ทันทีที่ภาพบนจอเงินกระตุ้นต่อมฮา ผมต้องกลั้นหายใจ เพราะกลัวสูดเชื้อโรคนี้เข้าไป...รึ?
เปล่าเลย ผมกลั้นหัวเราะต่างหาก !! แต่ไม่ได้ผล...น้องเค้าปล่อยก๊ากออกมาแล้ว ดังมาก แถมด้วยคำวิจารณ์พรั่งพรู "หน้าตาหมีมันตลกจังเลย" "ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ฯลฯ แบบไม่เกรงใจใคร (คนเป็นโรคนี้จะขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างรุนแรง..เฮ่อ)
ทันใดนั้น ผมก็ปล่อย ก๊ากกกก ออกมา "วะฮ่าฮ่า" "ก๊ากกกกๆๆๆ"
ไม่เกินสองนาที หลังจากนั้น ทุกๆ ฉาก จะมีเสียงหัวเราะดังขึ้น ดังขึ้น ไม่หยุด
จากน้อง มาที่ผม ลามไปแถวหน้าแถวหลังที่ติดกัน และลุกลามไปจนทุกๆ แถวในโรงหนัง
ไม่ทันไร คนร้อยกว่าคน ก็ไม่สามารถทำตัวขี้เก๊กกับมุกตลกได้อีกต่อไป เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของน้องเค้าที่ปลดปล่อย ออกมาราวกับคนท้องเสีย
Ha Ha Ha ...
น้ำหูน้ำตาเล็ด (น้ำอื่นท่าจะเล็ดด้วย สำหรับคนกระบังลมหย่อน..เสียใจด้วย)
ตลอดเวลา 91 นาที มิมีผู้ใดสามารถยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไป แม้แต่มุกตลกเล็กๆ ยังต้องผสมโรงขำไปกะเด็กนั่นไปด้วย อย่างน่าไม่อาย
จนบางทีผมก็คิดว่า พวกเราหัวเราะหนัง หรือว่าหัวเราะเสียงเด็กเวลล์คนนี้ หรือว่าทั้งสองอย่างกันแน่
...
แต่ที่แน่แน่
หนังเรื่องนี้สนุกมากครับ
และน้องคนนี้ทำให้หนังสนุกคูณสี่
ระวังนะครับ เข้าโรงหนัง นอกจากปิดมือถือแล้ว
อย่าลืม...งดเก๊ก...และมีความสุขให้เต็มที่ !!
หมายเหตุ...สำหรับคนที่ค่อนข้างซีเรียส เรื่องนี้มีคำอธิบายจากนักจิตวิทยาว่า คนเราเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ หรือร้องไห้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม จะมีอิทธิพลเหนี่ยวนำให้คนอื่นๆ มีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์นั้นๆ ได้โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้ หนังตลกหลายเรื่องจึงใส่เสียงหัวเราะเข้าไปในหลายๆ ฉากที่ต้องการให้ขำ
และอาชีพรับจ้างร้องไห้ตามงานศพในบางประเทศจึงเกิดขึ้น
และ salesman และ marketing จึงใช้เทคนิค "อารมณ์ร่วม" ไปใช้อย่างได้ผล
สำหรับหลายๆ คน โปรดระวังอารมณ์ของท่านเองว่ากำลังโดนอิทธิพลบังคับเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่นหรือเปล่า (เช่น หลอกซื้อของที่ไม่จำเป็น หลอกเลือกตั้งคนที่ไม่ควรเข้าไปทำงานในสภา ฯลฯ)
สำหรับหลายๆ คน ถ้าท่านเป็นคนซีเรียสในเรื่องที่ไม่ซีเรียส หัดไปดูหนังกะคนเส้นตื้นบ้าง จะช่วยให้ท่านอายุยืนขึ้นอีกหลายปีเลยทีเดียวเชียวแหละ
เอวังฯ
แบบว่า ไม่มีอะไรจะทำจริงๆ เลยนึกครึ้มไปเสียตัว เอ้ย เสียตังค์ดูหนังอนิเมะ
ภาพสวย กราฟฟิกเยี่ยม
เนื้อเรื่อง งั้นๆ แหละ ตรงไปตรงมา เหมือนก๊อปปี้หนังกังฟูฮ่องกงหลายสิบปีก่อนมา
แต่ mang ฮา สาดดดดด
ติหน่อยนึง ... โรงหนังเอาเปรียบผู้บริโภคมากๆ ให้เราเข้าไปดูโฆษณาตั้ง 50 นาที !! SHIT !!
เสียเวลา code code (บ่นไปทำไรได้เนี่ย เจ้าของโรงหนังเอาเปรียบหน้าด้านๆ ส่วนผู้บริโภคคนไทยได้แต่บ่น ไม่เห็นเอาจริง ให้เค้ากินเวลาเราอยู่ได้ เชี่ยม)
เอาล่ะ เด๋วจะกลายเป็น blog คนขี้บ่นไปอีก จะมาแนะนำหนังนะเนี่ย
สรุป...เอาบันเทิงทางตา กะทางฮา ก็ไปดูได้เลยคร้าบ
KungFu Panda
นิทานตำนาน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก
สนุกมากมาย นั่งขำกลิ้ง ไปหลายรอบ
ติอย่างเดียว ... เรื่องเสียงพากย์ บางฉาก
เชิญชมกันได้ครับ ...
เวสสันดรชาดก
พระเจ้าสญชัย ทรงครองราชสมบัติเมืองสีวี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางผุสดี ธิดาพระเจ้า กรุงมัททราช พระนางผุสดีนี้ ในชาติก่อนๆ ได้เคยถวายแก่นจันทน์หอม เป็นพุทธบูชาและอธิษฐานขอให้ได้เป็น พุทธมารดาพระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ครั้นเมื่อนางสิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อถึงวาระ ที่จะต้องจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบประการแก่นาง ครั้นเมื่อพระนางผุสดีทรงครรภ์ใกล้กำหนด ประสูติ พระนางปรารถนาไปเที่ยวชมตลาด ร้านค้าบังเอิญใน ขณะเสด็จประพาสนั้น พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติพระโอรส ในบริเวณย่านนั้น พระโอรสจึงทรงพระนามว่า เวสสันดร หมายถึง ในท่ามกลางระหว่าง ย่านค้าขาย พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ ช้างต้นของ พระเจ้าสญชัยก็ตกลูกเป็นช้างเผือกเพศผู้ ได้รับชื่อว่า ปัจจัยนาค เป็นช้างต้น คู่บุญพระเวสสันดร เมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน มักขอพระราชทานทรัพย์ จากพระบิดามารดา เพื่อบริจาคแก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงขอให้พระบิดาตั้งโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อบริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจำเป็น แก่ประชาชน และหากมีผู้มาทูลขอสิ่งหนึ่ง สิ่งใด พระองค์ก็จะทรงบริจาคให้โดยมิได้ เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า การบริจาคนั้น เป็นกุศลเป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ ผู้รับและผู้ให้ ผู้รับก็จะพ้นความเดือดร้อน
ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิบเป็นสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และยังทำให้พ้นจากความโลภความตระหนี่ ถี่เหนียวในทรัพย์สมบัติของตนอีกด้วย พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่องลือไป ทั่วทุกทิศว่าทรงมีจิตเมตตาแก่ผู้อื่นมิได้ ทรงเห็นแก่ความสุขสบายหรือเห็นแก่ทรัพย์ สมบัติส่วนพระองค์ มิได้ทรงหวงแหนสิ่งใด ไว้สำหรับพระองค์ อยู่มาครั้งหนึ่ง ในเมืองกลิงคราษฏร์ เกิดข้าวยากหมายแพง เพราะฝนแล้ง ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎรอดอยาก ได้รับความเดือนร้อนสาหัส ประชาชน ชาวกลิงคราษฏร์พากันไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า ในเมืองสีวี นั้นมีช้างเผือกคู่บุญ พระเวสสันดร ชื่อว่า ช้างปัจจัยนาค เป็นช้างมีอำนาจพิเศษ ถ้าอยู่เมืองใด จะ ทำให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลพืชพันธุ์ จะบริบูรณ์ ขอให้พระเจ้ากลิงคราษฏร์ ส่งทูตเพื่อไปทูลขอช้างจาก พระเวสสันดร พระเวสสันดรก็จะทรงบริจาคให้เพราะ พระองค์ไม่เคยขัดเมื่อมีผู้ทูลขอสิ่งใด พระเจ้ากลิงคราษฏร์จึงส่งพราหมณ์แปดคน ไปเมืองสีวี ครั้นเมื่อพราหมณ์ได้พบ พระเวสสันดรขณะเสด็จ ประพาสพระนคร ประทับบนหลังช้างปัจจัยนาค พราหมณ์จึง ทูลขอช้างคู่บุญ เพื่อดับทุกข์ชาวกลิงคราษฏร์ พระเวสสันดรก็โปรดประทานให้ตามที่ขอ ชาวสีวีเห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้าง ปัจจัยนาคคู่บ้านคู่เมืองไปดังนั้น ก็ไม่พอใจ พากันโกรธเคืองว่า ต่อไปบ้านเมืองจะลำบาก เมื่อไม่มีช้างปัจจัยนาคเสียแล้ว จึงพากันไป เข้าเฝ้าพระเจ้าสญชัย ทูลกล่าวโทษ พระเวสสันดรว่าบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง แก่ชาวเมืองอื่นไป ขอให้ขับพระเวสสันดร ไปเสียจากเมืองสีวี พระเจ้าสญชัยไม่อาจขัดราษฏรได้ จึงจำ พระทัยมีพระราชโองการให้ขับพระเวสสันดร ออกจากเมืองไป พระเวสสันดรไม่ทรงขัดข้อง แต่ทูลขอพระราชทานโอกาสบริจาคทาน ครั้งใหญ่ก่อนเสด็จออกจากพระนคร พระบิดาก็ทรงอนุญาตให้ พระเวสสันดร ทรงบริจาค สัตสดกมหาทาน คือบริจาค ทานเจ็ดสิ่ง สิ่งละเจ็ดร้อย แก่ประชาชนชาวสีวี เมื่อพระนางมัทรี พระมเหสีของพระเวสสันดร ทรงทราบว่า ประชาชนขอให้ขับพระเวสสันดร ออกจาก เมือง ก็กราบทูลพระเวสสันดรว่า "พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน พระองค์เสด็จไปที่ใด หม่อมฉันจะขอติดตาม ไปด้วยทุกหนทุกแห่ง มิได้ย่อท้อต่อความ ลำบาก ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาแล้ว ย่อมต้อง อยู่เคียงข้างกันในทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่ายามสุข หรือทุกข์ โปรดประทานอนุญาติให้หม่อมฉัน ติดตามไปด้วยเถิด"
พระเวสสันดรไม่ทรงประสงค์ให้พระนางมัทรี ติดตามพระองค์ไป เพราะการเดินทางไปจาก พระนครย่อม มีแต่ความยากลำบาก ทั้งพระองค์ เองก็ทรงปรารถนาจะเสด็จไปประทับบำเพ็ญ ศีลภาวนาอยู่ในป่าพระนางมัทรีไม่คุ้นเคยต่อ สภาพเช่นนั้น ย่อมจะต้องลำบากยากเข็ญทั้ง อาหารการกินและความเป็นอยู่ แต่ไม่ว่า พระเวสสันดรจะตรัสห้ามปรามอย่างไร นาง ก็มิยอมฟัง บรรดาพระประยูรญาติ ก็พากัน อ้อนวอนขอร้อง พระนางก็ทรงยืนกรานว่า จะติดตามพระราชสวามีไปด้วย พระนางผุสดีจึงทรงไปทูลขอพระเจ้าสญชัย มิให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมือง พระเจ้า สญชัยตรัสว่า "บ้านเมืองจะเป็นสุขได้ก็ต่อ เมื่อราษฏรเป็นสุข พระราชาจะเป็นสุขได้ก็ เมื่อราษฏรเป็นสุข ถ้าราษฏรมีความทุกข์ พระราชาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ราษฏรพากัน กล่าวโทษพระเวสสันดรว่าจะทำให้บ้านเมือง ยากเข็ญ เราจึงจำเป็นต้องลงโทษ แม้ว่า พระเวสสันดรจะเป็นลูกของเราก็ตาม" ไม่ว่าผู้ใดจะห้ามปรามอย่างไร พระนางมัทรี ก็จะตามเสด็จพระเวสสันดรไปให้จงได้ พระเจ้าสญชัยและ พระนางผุสดีจึงของเอา พระชาลี พระกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรไว้ แต่พระนางมัทรีก็ไม่ยินยอม ทรงกล่าวว่า "เมื่อชาวเมืองสีวีรังเกียจพระเวสสันดร ให้ขับไล่ไปเสียดังนี้ พระโอรสธิดาจะอยู่ ต่อไปได้อย่างไร ชาวเมืองโกรธแค้นขึ้นมา พระชาลีกัณหาก็จะทรงได้รับความลำบาก จึงควรที่จะออกจากเมือง ไปเสียพร้อม พระบิดาพระมารดา"
ในที่สุดพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมเหสี และโอรสธิดาก็ออกจากเมืองสีวีไป แม้ใน ขณะนั้นชาวเมือง ยังตามมาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึงต้องทรงดำเนินด้วยพระบาทออก จากเมืองสีวีมุ่งไปสู่ป่า เพื่อบำเพ็ญพรตภาวนา ครั้นเสด็จมาถึงเมืองมาตุลนคร บรรดากษัตริย์ เจตราชทรงทราบข่าว จึงพากันมาต้อนรับ พระเวสสันดร ทรงถามถึงทางไปสู่เขาวงกต กษัตริย์เจตราชก็ทรงบอกทางให้และเล่าว่า เขาวงกตนั้นต้องเดินทางผ่าน ป่าใหญ่ที่เต็ม ไปด้วยอันตราย แต่เมื่อไปถึงสระโบกขรณีแล้ว ก็จะเป็นบริเวณร่มรื่นสะดวกสบาย มีต้นไม้ผล ที่จะใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้กษัตริย์เจตราช ยังได้สั่งให้ พรานป่าเจตบุตร ซึ่งเป็นผู้ชำนาญ ป่าแถบนั้น ให้คอยเฝ้าระแวดระวังรักษาต้นทาง ที่จะไปสู่เขาวงกต เพื่อมิให้ผู้ใดไปรบกวน พระเวสสันตรในการบำเพ็ญพรต เว้นแต่ทูต จากเมืองสีวีที่จะมาทูลเชิญเสด็จกลับนครเท่านั้น ที่จะยอมให้ผ่านเข้าไปได้ เมื่อเสด็จไปถึงบริเวณสระโบกขรณีอันเป็นที่ ร่มรื่นสบาย พระเวสสันดร พระนางมัทรี ตลอดจน พระ โอรสธิดา ก็ผนวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตภาวนาอยู่ ณ ที่นั้น โดยมีพรานป่า เจตบุตรคอยรักษาต้นทาง ณ ตำบลบ้านทุนนวิฐ เขตเมืองกลิงคราษฏร์ มีพราหมณ์เฒ่าชื่อ ชูชก หาเลี้ยงชีพด้วยการ ขอทาน ชูชก ขอทานจนได้เงินมามาก จะเก็บไว้ เองก็กลัวสูญหาย จึงเอาไปฝากเพื่อนพราหมณ์ไว้ อยู่มาวันหนึ่ง ชูชกไปหาพราหมณ์ที่ตน ฝากเงินได้ จะขอเงินกลับไป ปรากฎว่า พราหมณ์นั้นนำเงินไปใช้หมดแล้ว จะหา มาใช้ให้ชูชกก็หาไม่ทัน จึงจูงเอาลูกสาวชื่อ อมิตตดา มายกให้แก่ชูชก พราหมณ์กล่าว แก่ชูชกว่า "ท่านจงรับเอาอมิตตดาลูกสาว เราไปเถิด จะเอาไปเลี้ยงเป็นลูกหรือภรรยา หรือจะเอาไปเป็น ทาสรับใช้ปรนนิบัติก็สุด แล้วแต่ท่านจะเมตตา" ชูชกเห็นนางอมิตตดาหน้าตาสะสวย งดงามก็หลงรัก จึงพานางไปบ้าน เลี้ยงดู นางในฐานะภรรยา นางอมิตตดาอายุ ยังน้อย หน้าตางดงาม และมีความกตัญญู ต่อพ่อแม่ นางจึงยอมเป็นภรรยาชูชกผู้แก่ เฒ่า รูปร่างหน้าตาน่ารังเกียจ อมิตตดา ปรนนิบัติชูชกอย่างภรรยาที่ดีจะพึงกระทำ ทุกประการ นางตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร ดูแลบ้านเรือนไม่มีขาดตกบกพร่อง ชูชกไม่เคย ต้องบ่นว่าหรือตักเตือนสั่งสอนแต่ อย่างใดทั้งสิ้น ความประพฤติที่ดีเพียบพร้อมของนาง อมิตตดาทำให้เป็นที่สรรเสริญของบรรดา พราหมณ์ทั้งหลายในหมู่บ้านนั้น ในไม่ช้า บรรดาพราหมณ์เหล่านั้นก็พากันตำหนิ ติเตียนภรรยาของตนที่มิได้ประพฤติตนเป็น แม่บ้านแม่เรือนอย่างอมิตตดา บางบ้านก็ถึง กับทุบตีภรรยาเพื่อให้รู้จักเอาอย่างนาง เหล่านางพราหมณีทั้งหลายได้รับความ เดือดร้อน ก็พากันโกรธแค้นนางอมิตตดา ว่าเป็นต้นเหตุ วันหนึ่ง ขณะที่นางไปตักน้ำ ในหมู่บ้าน บรรดานางพราหมณีก็รุมกัน เย้ยหยันที่นางมีสามีแก่ หน้าตาน่าเกลียด อย่างชูชก นางพราหมณีพากันกล่าวว่า "นางก็อายุน้อย หน้าตางดงาม ทำไมมา ยอมอยู่กับเฒ่าชรา น่ารังเกียจอย่างชูชก หรือว่ากลังจะหาสามีไม่ได้ มิหนำซ้ำยังทำ ตนเป็นกาลกิณี พอเข้ามาในหมู่บ้านก็ทำให้ ชาวบ้านสิ้นความสงบสุข เขาเคยอยู่กันมาดีๆ พอนางเข้ามาก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า หาความสงบ ไม่ได้ นางอย่าอยู่ในหมู่บ้านนี้เลย จะไปไหนก็ไปเสียเถิด" ไม่เพียงกล่าววาจาด่าทอ ยังพากันหยิก ทึ้งทำร้ายนางอมิตตดา จนนางทนไม่ได้ ต้องหนีกลับบ้านร้องไห้ มาเล่าให้ชูชกฟัง ชูชกจึงบอกว่า ต่อไปนี้นางไม่ต้องทำการ งานสิ่งใด ชูชกจะเป็นฝ่ายทำให้ทุกอย่าง นางอมิตตดาจึงว่า "ภรรยาที่ดีจะทำเช่นนั้น ได้อย่างไร จะปล่อยให้สามีมาปรนนิบัติรับใช้ เราทำไม่ได้หรอก ลูกหญิงที่พ่อแม่อบรมสั่งสอน มาดี ย่อมจะไม่นั่งนอนอยู่เฉยๆ ดีแต่ชี้นิ้วให้ผู้ อื่นปรนนิบัติตน นี่แน่ะ ชูชก ถ้าท่านรักเราจริง ท่านจงไปหาบริวารมาปรนนิบัติรับใช้เราดีกว่า" ชูชกได้ฟังดังนั้นก็อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะไปหา ข้าทาสหญิงชายมาจากไหน นางอมิตตดา จึงแนะว่า "ขณะนี้ พระเวสสันดรเสด็จออกมา จากเมืองสีวี มาทรงบำเพ็ญพรตอยู่ในป่า เขาวงกต พระองค์เป็นผู้ใฝ่ในการบริจาคทาน
ท่านจงเดินทางไปขอบริจาคพระชาลีกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรมาเป็นข้าทาส ของ เราเถิด" ชูชกไม่อยากเดินทางไปเลยเพราะกลัว อันตรายในป่า แต่ครั้นจะไม่ไปก็กลัวนาง อมิตตดาจะทอดทิ้ง ไม่ ยอมอยู่กับตน ในที่สุดชูชกจึงตัดสินใจเดินทางไปเขา วงกตเพื่อทูลขอพระชาลีกัณหา เมื่อไปถึงบริเวณปากทางเข้าสู่เขาวงกต ชูชกก็ได้พบพรานเจตบุตรผู้รักษาปากทาง หมาไล่เนื้อที่พราน เลี้ยงไว้พากันรุมไล่ต้อน ชูชกขึ้นไปจนมุมอยู่บนต้นไม้ เจตบุตรก็เข้า ไปตะคอกขู่ ชูชกนั้น เป็นคนมีไหวพริบ สังเกตดูเจตบุตรก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ มีฝีมือเข้มแข็ง แต่ขาดไหวพริบ จึงคิด จะใช้วาาจาลวง เจตบุตรให้หลงเชื่อ พาตนเข้าไปพบพระเวสสันดรให้ได้ ชูชก จึงกล่าวแก่เจตบุตรว่า "นี่แนะ เจ้าพราน ป่าหน้าโง่ เจ้าหารู้ไม่ว่าเราเป็นใคร ผู้อื่นเขา จะเดินทางมาให้ยากลำบากทำไมจนถึงนี่ เรามาในฐานะทูต ของพระเจ้าสญชัย เจ้าเมืองสีวี จะมาทูลพระเวสสันดรว่า บัดนี้ชาวเมืองสีวีได้คิดแล้ว จะมาทูล เชิญเสด็จ กลับพระนคร เราเป็นผู้มาทูล พระองค์ไว้ก่อน เจ้ามัวมาขัดขวางเราอยู่ อย่างนี้ เมื่อไรพระเวสสันดรจะได้ เสด็จคืนเมือง" เจตบุตรได้ยินก็หลงเชื่อ เพราะมีความ จงรักภักดี อยากให้พระเวสสันดรเสด็จกลับ เมืองอยู่แล้ว จึงขอโทษชูชก จัดการหา อาหารมาเลี้ยงดูแล้วชี้ทางให้เข้าไปสู่อาศรม ที่พระเวสสันดรบำเพ็ญพรตภาวนา อยู่เมื่อ ชูชกมาถึงอาศรมก็คิดได้ว่า หากเข้าไปทูลขอ พระโอรสธิดาในขณะพระนางมัทรีอยู่ด้วย พระนางคงจะไม่ยินยอมยกให้เพราะความรัก อาลัยพระโอรสธิดา จึงควรจะรอจนพระนาง เสด็จไปหาผลไม้ในป่าเสียก่อน จึงค่อยเข้า ไปทูลขอต่อพระเวสสันดรเพียงลำพัง ในวันนั้น พระนางมัทรีทรงรู้สึกไม่สบาย พระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตอนกลางคืน พระนางทรงฝันร้าย ว่า มีบุรุษร่างกายกำยำ ถือดาบ มาตัดแขนซ้าวขวาของพระนางขาด ออกจากกาย บุรุษนั้นควักดวงเนตร ซ้ายขวา แล้วยังผ่าเอาดวงพระทัยพระนางไปด้วย พระนางมัทรีทรงสังหรณ์ว่าจะมีเหตุร้าย เกิดขึ้น จึงทรง ละล้าละลังไม่อยากไปไกลจาก อาศรม แต่ครั้นจะไม่เสด็จไปก็จะไม่มีผลไม้ มาให้พระเวสสันดรและโอรส ธิดาเสวย พระนางจึงจูงโอรสธิดาไปทรงฝากฝังกับ พระเวสสันดรขอให้ทรงดูแล ตรัสเรียกหา ให้เล่นอยู่ ใกล้ๆ บรรณศาลา พร้อมกับเล่า ความฝันให้พระเวสสันดรทรงทราบ พระเวสสันดรทรงหยั่งรู้ว่าจะมีผู้มาทูลขอ พระโอรสธิดา แต่ครั้นจะบอกความตามตรง พระนางมัทรีก็คงจะทนไม่ได้ พระองค์เองนั้น ตั้งพระทัยมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติทุกสิ่ง ทุกประการในกายนอกกาย แม้แต่ชีวิตและ เลือดเนื้อของพระองค์ หากมีผู้มาทูลขอ ก็จะ ทรงบริจาคให้โดยมิได้ทรงเสียดายหรือหวาดหวั่น พระเวสสันดรจึงตรัสกับพระนางมัทรีว่าจะดูแล พระโอรสธิดาให้ พระนางมัทรีจึงเสด็จไปหา ผลไม้ในป่าแต่ลำพัง ครั้นชูชกเห็นได้เวลาแล้ว จึงมุ่งมาที่อาศรม ได้พบพระชาลีพระกัณหาทรงเล่นอยู่หน้าอาศรม ก็แกล้งขู่ ให้สองพระองค์ตกพระทัยเพื่อข่มขวัญ ไว้ก่อน แล้วชูชกพราหมณ์เฒ่าก็เข้าไปเฝ้า พระเวสสันดร กล่าว วาจากราบทูลด้วยโวหาร อ้อมค้อมลดเลี้ยว ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อทูลขอ พระโอรสธิดาไปเป็นข้าช่วงใช้ ของตน พระเวสสันดรทรงมีพระทัยยินดีที่จะทรง กระทำบุตรทาน คือการบริจาคบุตรเป็นทาน อันหมายถึงว่า พระองค์เป็นผู้สละกิเลส ความหวงแหนในทรัพย์สมบัติทั้งปวง แม้กระทั่งบุคคลอันเป็นที่รัก ก็สามารถสละ เป็นทานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ แต่พระองค์ทรงผัดผ่อนต่อชูชกว่า ขอให้ พระนางมัทรีกลับมาจากป่า ได้ร่ำลาโอรสธิดา เสียก่อนชูชกก็ไม่ ยินยอม กลับทูลว่า "หากพระนางกลับมา สัญชาตญาณแห่งมารดา ย่อมจะทำให้พระนางหวงแหนห่วงใย พระโอรสธิดา ย่อมจะไม่ทรงให้พระโอรส ธิดาพรากจากไปได้ หากพระองค์ทรง ปรารถนาจะบำเพ็ญทานจริง ก็โปรดยก ให้หม่อมฉันเสียแต่บัดนี้เถิด"
พระเวสสันดรจนพระทัยจึงตรัสเรียกหา พระโอรสธิดา แต่พระชาลีกัณหาซึ่งแอบฟัง ความอยู่ใกล้ๆ ได้ ทราบว่า พระบิดาจะยกตน ให้แก่ชูชก ก็ทรงหวาดกลัว จึงพากันไปหลบ ซ่อน โดยเดินถอยหลังลงสู่สระบัว เอาใบบัว บังเศียรไว้ ชูชกเห็นสองกุมารหายไป จึงทูล ประชดประชันพระเวสสันดรว่า ไม่เต็ม พระทัย บริจาคจริง ทรงให้สัญญาณสอง กุมารหนีไปซ่อนตัวเสียที่อื่น พระเวสสันดร จึงทรงต้องออกมาตามหาพระชาลีกัณหา ครั้นทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าเดินขึ้นมา จากสระ จึงตรัสเรียกพระโอรสธิดาว่า "ชาลีกัณหา เจ้าจงขึ้นมาหาพ่อเถิด หากเจ้า นิ่งเฉยอยู่ พราหมณ์เฒ่าก็จะเยาะเย้ยว่าพ่อนี้ ไร้วาจาสัตย์ พ่อตั้งใจจะบำเพ็ญทานบารมี เพื่อสละละกิเลสให้บรรลุพระโพธิญาณ จะได้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ในภาย ภาคหน้า ให้พ้นจากทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตายเกิด เจ้าจงมาช่วยพ่อประกอบการบุญ เพื่อบรรลุ ผล คือ พระโพธิญาณนั้นเถิด" ทั้งสองกุมารทรงได้ยินพระบิดาตรัสเรียก ก็ทรงรำลึกได้ถึงหน้าที่ของบุตรที่ดี ที่ถึง เชื่อฟังบิดามารดา รำลึกได้ถึงความ พากเพียรของพระบิดาที่จะประกอบ บารมีเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลส ทั้งยังรำลึกถึง ขัตติยมานะว่าทรงเป็น โอรสธิดากษัตริย์ ไม่สมควรจะหวาดกลัว ต่อสิ่งใด จึงเสด็จขึ้นมาจากสระบัว พระบิดาก็จูงทั้งสองพระองค์มาทรงบริจาค เป็นทานแก่ชูชก ชูชกครั้นได้ตัวพระชาลีกัณหาเป็นสิทธิ ขาดแล้ว ก็แสดงอำนาจฉุดลากเอาสอง กุมารเข้าป่าไป เพื่อจะให้ เกิดความยำเกรง ตน พระเวสสันดรทรงสงสารพระโอรสธิดา แต่ก็ไม่อาจทำประการใดได้ เพราะทรง ถือว่า ได้บริจาคเป็นสิทธิแก่ชูชกไปแล้ว ครั้นพระนางมัทรีทรงกลับมาจากป่า ในเวลาพลบค่ำ เที่ยวตามหาโอรสธิดา ไม่พบ ก็มาเฝ้าทูลถามจาก พระเวสสันดร พระเวสสันดรจะทรงตอบความจริงก็เกรงว่า นางจะทนความเศร้าโศกมิได้ จึงทรงแกล้ง ตำหนิว่า นางไปป่าหาผลไม้ กลับมาจน เย็นค่ำ คงจะรื่นรมย์มากจนลืมนึกถึง โอรสธิดาและสวามีที่คอยอยู่ พระนางมัทรี ได้ทรงฟัง ก็เสียพระทัย ทูลตอบว่า "เมื่อหม่อมฉันจะกลับอาศรม มีสัตว์ ร้ายวนเวียนดักทางอยู่ หม่อมฉันจะมา ก็มามิได้จนเย็นค่ำ สัตว์ร้ายเหล่านั้น จึงจากไป หม่อมฉันมีแต่ความสัตย์ซื่อ มิได้เคยจึกถึงความสุขสบายส่วนตัวเลย แม้แต่น้อยนิด บัดนี้ลูกของหม่อมฉันหายไป จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็มิทราบ หม่อมฉัน จะเที่ยวติดตามหาจนกว่าจะ พบลูก" พระนางมัทรีทรงออกเที่ยวตามหาพระชาลี กัณหาตามรอบบริเวณศาลา เท่าไรๆ ก็มิได้ พบจนในที่สุด พระนางก็สิ้นแรง ถึงกับสลบไป พระเวสสันดรทรงเวทนา จึงทรงนำน้ำเย็นมา ประพรมจนนางฟื้นขึ้น ก็ ตรัสเล่าว่าได้บริจาค โอรสธิดาแก่พราหมณ์เฒ่าไปแล้ว ขอให้ พระนางอนุโมทนาในทานบารมีที่ทรงกระทำ ไปนั้นด้วยบุตรทานที่พระราชสวามีทรงบำเพ็ญ และมีพระทัยค่อยบรรเทาจากความโศกเศร้า ฝ่ายท้าวสักกะเทวราชทรงเล็งเห็นว่า หากมี ผู้มาทูลขอพระนางมัทรีไป พระเวสสันดร ก็จะทรงลำบาก ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้เต็ม ความปรารถนา เพราะต้องทรงแสวงหาอาหาร ประทังชีวิต ท้าวสักกะจึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์ มาขอรับบริจาคพระนางมัทรี พระเวสสันดร ก็ทรงปิติยินดีที่จะได้ประกอบทารทานคือการ บริจาคภรรยาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น พระนาง มัทรีก็ทรงเต็มพระทัยที่จะได้ทรงมีส่วน ในการ บำเพ็ญทานบารมีตามที่พระเวสสันดร ทรงตั้งพระทัยไว้ เมื่อได้รับบริจาคแล้ว ท้าวสักกะก็ทรงกลับ คืนร่างดังเดิม และตรัสสรรเสริญอนุโมทนา ในกุศลแห่งทาน บารมีของพระเวสสันดร แล้วถวายพระนางมัทรีกลับคืนแด่พระเวสสันดร พระเวสสันดรจึงได้ทรงประกอบบุตรทารทาน อันยากที่ผู้ใดจะกระทำได้ สมดังที่ได้ตั้งพระทัย ว่าจะบริจาคทรัพย์ของพระองค์ เพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น โดยปราศจากความหวงแหนเสียดาย ฝ่ายชูชกพาสองกุมารเดินทางมาในป่า ระหกระเหินได้รับความลำบากเป็นอันมาก และหลงทางไปจนถึง เมืองสีวี บังเอิญผ่าน ไปหน้าที่ประทัยพระเจ้าสญชัย ทรงทอด พระเนตรเห็นพระนัดดาทั้งสองก็ทรงจำได้ จึงให้เสนาไปพาเข้ามาเฝ้า ชูชกทูลว่า พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชาลีกัณหา ให้เป็นข้าทาสของตนแล้ว บรรดาเสนาอำมาตย์และประชาชนทั้งหลาย ต่างก็พากันสงสารพระกุมารทั้งสอง และ ตำหนิพระเวสสันดรที่มิได้ทรงห่วงใย พระโอรสธิดา พระชาลีเห็นผู้อื่นพากัน ตำหนิติเตียนพระบิดา จึงทรงกล่าวว่า "เมื่อพระบิดาเสด็จไปผนวชอยู่ในป่า มิได้ทรงมีสมบัติใดติดพระองค์ไป แต่ทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะ สละกิเลส ไม่หลงใหลหวงแหนในสมบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้บุคคลอันเป็นที่รักก็ย่อมสละได้เพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น เพราะทรงมีพระทัยมั่นในพระโพธิญาณ ในภายหน้า ความรัก ความหลง ความโลภ ความโกรธ เป็นกิเลสที่ขวางกั้นหนทางไปสู่ พระโพธิญาณ พระบิดาของหม่อมฉันสละกิเลส ได้ดังนี้จะมาตำหนิติเตียน พระองค์หาควรไม่"
พระเจ้าสญชัยได้ทรงฟังดังนั้นก็ยินดี จึงตรัสเรียกพระชาลีให้เข้าไปหา แต่พระชาลี ยังคงประทับอยู่กับ ชูชก และทูลว่า พระองค์ ยังเป็นทาสของชูชกอยู่ พระเจ้าสญชัยจึงขอไถ่ สองกุมารจากชูชก พระชาลี ตรัสว่า พระบิดา ตีค่าพระองค์ไว้พันตำลึงทอง แต่พระกัณหานั้น เป็นหญิง พระบิดาจึงตีค่าตัวไว้สูง เพื่อมิให้ ผู้ใดมาไถ่ตัวหรือซื้อขายไปได้ง่ายๆ พระกัณหา นั้นมีค่าตัวเท่ากับทรัพย์เจ็ดชีวิตเจ็ดสิ่ง เช่น ข้าทาส หญิงชาย เป็นต้น สิ่งละเจ็ดร้อย กับทองคำอีกร้อยตำลึง พระเจ้าสญชัยก็โปรดให้เบิกสมบัติท้องพระคลัง มาไถ่ตัวพระนัดดาจากชูชก และโปรดให้จัด ข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูชูชก เพื่อตอบแทนที่พา พระนัดดากลับมาถึงเมือง ชูชกพราหมณ์เฒ่าขอทาน ไม่เคยได้บริโภค อาหารดีๆ ก็ไม่รู้จักยับยั้ง บริโภคมาจนทนไม่ไหว ถึงแก่ ความตายในที่สุด พระเจ้าสญชัยโปรด ให้จัดการศพแล้วประกาศหาผู้รับมรดกก็หา มีผู้ใดมาขอรับไม่ หลังจากนั้น พระเจ้าสญชัย จึงตรัส สั่งให้จัดกระบวนเสด็จเพื่อไปรับ พระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนสู่ เมืองสีวี เพราะบรรดาประชาชนก็พากันได้คิดว่า พระเวสสันดรได้ทรงประกอบทานบารมี อันยิ่งใหญ่ กว่าทั้งหลายทั้งปวง ก็เพื่อประโยชน์ แห่งผู้คนทั้งหลาย หาใช่เพื่อพระองค์เองไม่ เมื่อกรบวนไปถึงอาศรมริมสระโบกขรณี กษัตริย์ทั้งหกก็ทรงได้พบกันด้วยความโสมนัส ยินดี พระเจ้าสญชัยจึงตรัสบอกพระเวสสันดร ว่าประชาชนชาวสีวีได้เห็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว และพากันร่ำร้องได้ ทูล เชิญเสด็จกลับเมืองสีวี พระเวสสันดร พระนางมัทรี และพระชาลี กัณหาจึงได้เสด็จกลับเมือง พระเจ้าสญชัย ทรงอภิเษก พระ เวสสันดรขึ้นครองเมืองสืบ ต่อไป ครั้นได้เป็นพระราชาแห่งสีวี พระเวสสันดรก็ทรงยึดมั่นในการประกอบ ทานบารมี ทรงตั้งโรงทานบริจาคเป็นประจำ ทุกวัน ชาวเมืองสีวีตลอดจนบ้านเมืองใกล้เคียง ก็ได้รับพระ เมตตากรุณา มีความร่มเย็นเป็นสุข ชาวเมืองต่างก็เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันมิได้โลภ กระหายในทรัพย์สมบัติ ต่างก็มีจิตใจผ่องใสเป็น สุข เหมือนดังที่พระเวสสันดรทรงตั้งพระปณิธาน ว่า พระองค์จะทรงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยทรัพย์ทั้งหลาย ทำให้เกิดกิเลส คือความโลภ ความหลงหวงแหน เมื่อบริจาคทรัพย์แล้ว ผู้รับก็จะได้ประโยชน์ จากสิ่งนั้น และมีความชื่นชม ยินดี ผู้ให้ก็จะ อิ่มเอมใจว่าได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เกิดความ ปิติยินดีเช่นกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับย่อมได้รับ ความสุขความพึงพอใจดังนี้
ที่มา : http://www.thatphanom.com/ni_004.php รวบรวมชาดกสำคัญไว้หลายเรื่องครับ
ขออนุญาตนำมาลงบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ตอบเกี่ยวกับตระกูลของศาสนา และแนวคิดเรื่องของการศึกษา (สิกขา) ที่สัมพันธ์กับระหว่างระบบการศึกษาปัจจุบัน กับพุทธธรรม
หมายเหตุ : ตัวเน้น เน้นโดยเจ้าของบล็อคครับ
Q: ท่านอาจารย์รับเป็นประธานที่ปรึกษาในโรงเรียนวิถีพุทธ แสดงว่าเชื่อมั่นว่าสามารถนำพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้กับการเรียนของเยาวชนได้
A: ไม่น่าสงสัย เพราะว่าศาสนาที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลางอย่างศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาตระกูลหนึ่ง แล้วศาสนาเหล่านี้มีแนวความคิดที่สอดคล้องกัน คือให้ความสำคัญกับความเชื่อในคัมภีร์ ถือว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด และได้สั่งสอนสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในคัมภีร์ เรามีหน้าที่ที่จะต้องเชื่อ คืออะไรดี อะไรชั่ว ทุกเรื่องอยู่ในคัมภีร์หมดแล้ว ในโลกตะวันตกก็ได้อยู่กับศาสนาเหล่านี้ตลอดมา ทำให้เข้าใจว่าศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อ คุณธรรมที่สำคัญที่สุดในแต่ละศาสนาคือความเชื่อ ถ้าไม่เชื่อในคัมภีร์ก็เป็นคริสต์ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อในอัลกุรอ่านก็เป็นอิสลามไม่ได้ สรุปแล้วว่าศาสนาเหล่านี้เป็นระบบความเชื่อ ศาสนาเหล่านี้มีอิทธิพลทั่วโลก เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในตะวันตกจะเข้าใจว่า ศาสนาคือระบบความเชื่อที่มีพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพสูงสุดเป็นที่ตั้ง ตะวันตกก็จะมองว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นอย่างนั้น แล้วก็จะมองว่าศาสนาพุทธก็คงเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราเชื่อในพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อในพระเยซู ไม่เชื่อในคัมภีร์ต่างๆ มองอย่างนี้เข้าใจผิดเลย ไม่มีทางที่จะรู้จักศาสนาพุทธได้ เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ระบบความเชื่อ ศาสนาพุทธคือระบบการศึกษาอันนี้เป็นศาสนาคนละตระกูลกัน
การที่เขาบอกว่า ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี อันนี้ใช่แล้ว แต่มันไม่ใช่ประเด็น อันนั้นก็ไม่ว่าอยู่แล้ว แต่ที่เราควรจะศึกษาก็คือ ความดีในศาสนาแต่ละตระกูลเหมือนกันหรือเปล่า ความดีคืออะไร แม้แต่คอมมิวนิสต์ เขาก็สอนให้เป็นคนดี แต่คนดีตามทฤษฎีของคอมมิวนิสต์ก็เป็นแบบหนึ่ง ถ้าเราเป็นโจรเนี่ย หัวหน้าโจรก็บอกเราเป็นโจรที่ดีในความหมายของเขา การที่ศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี เป็นคำพูดที่แทบไม่มีความหมาย พูดเพื่อให้สบายใจ แต่ทำให้ไม่เข้าใจศาสนา แต่ที่น่าเสียใจก็คือ เพราะคนไทยไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ก็ไปเอาความคิดของตะวันตกมาใส่ศาสนา มองศาสนาของตัวเองผ่านสายตาของฝรั่ง ก็เลยไม่เข้าใจศาสนาของตัวเอง เพราะแทนที่จะศึกษาโดยตรง ก็ไปเอาความคิดของคนที่ไม่ใช่พุทธมา นี่ ปัญหาอยู่ตรงนี้
เราจะพบว่า ศาสนาที่เป็นระบบความเชื่อก่อนหน้านี้มีปัญหามากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่เข้ากัน จะทำอย่างไร จะปฏิบัติต่อกันอย่างไร ทางตะวันตกก็เลยเอาอย่างนี้ ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องทางโลก เป็นเรื่องส่วนรวม เวลาคุยกันเรื่องทางโลกก็เอาหลักวิทยาศาสตร์มาพูด แต่เรื่องศาสนานี่ส่วนตัว อย่าเอาความคิดความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น อันนี้ข้อสรุปจากความขัดแย้งที่ใช้เวลาหลายปี แล้วเรื่องศาสนากับการศึกษาจะทำอย่างไร ก็มีข้อสรุปว่า เอ๊ะ ถ้าเราไปสอนศาสนาในโรงเรียนนี่ยุ่งแน่ เพราะแม้แต่โปรเตสแตนต์อย่างเดียวก็มีตั้ง 70 กว่านิกาย ในอเมริกาตอนนี้ก็เป็นคาทอลิกสัก 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ โปรเตสแตนต์ 50 กว่า เปอร์เซ็นต์ ศาสนาอื่นก็มี พอเวลาเราไปสอนศาสนาในโรงเรียนจะสอนแบบไหน สอนแบบโปรเตสแตนต์หรือสอนแบบคาทอลิก โปรเตสแตนต์จะสอนแบบไหน โปรเตสแตนต์ต่างๆ ก็มีคำสอนที่ไม่ตรงกัน ฉะนั้นสอนศาสนาเมื่อไหร่ก็ขัดแย้งเมื่อนั้น ตามรัฐธรรมนูญของอเมริการก็เลยห้ามเอาเรื่องศาสนาเข้าไปสอนในโรงเรียน เพราะเขาสอนแล้วยุ่งทันที พอคนเข้าใจอย่างนั้นแล้ว คนไทยที่ไม่รู้จักศาสนาพุทธก็เอาอย่างอเมริกัน บอกว่าเขาเป็นประเทศที่เจริญที่สุดนะ เขาไม่ให้ศาสนาไปยุ่งกับการศึกษา เพราะจะยุ่ง แต่มันเป็นคนละเรื่อง เพราะศาสนาเขาคนละตระกูลกับเรา ของเขาเป็นระบบที่เน้นความเชื่อ พอความเชื่อไม่ตรงกันแล้วจะยุ่ง
แต่พุทธศาสนาไม่ได้เน้นเรื่องความเชื่อ พุทธศาสนาเป็นระบบการศึกษา ซึ่งถ้าพุทธศาสนาเป็นระบบการศึกษา คำถามที่ว่า แล้วระบบการศึกษาทางรัฐกับระบบการศึกษาแบบพุทธเข้ากันได้ไหม ม้นก็เหมือนน้ำกับน้ำ ทำไมจะเข้ากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นสำหรับอาตมาก็คือ คำถามควรจะเป็นว่า เมื่อพุทธศาสนาเป็นระบบการศึกษาที่สมบูรณ์ บริบูรณ์ที่สุด ที่เคยเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ คือจะศึกษาพัฒนาชีวิตในทุกๆ ด้าน การนอก การใน พร้อมๆ กัน ชีวิตในสังคม ความคิดภายใน อารมณ์ ความรู้สึก ปัญญา เพื่อจะนำคนออกจากความมืดไปสู่ความสว่าง ไปสู่การตรัสรู้ธรรม ในที่สุดแล้ว อันนี้ก็คือระบบสมบูรณ์ที่สุดที่มีได้
ส่วนระบบการศึกษาทางโลก แน่นอน เราก็เอาอริยมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมดไม่ได้ แต่คำถามก็คือ ควรจะเอาส่วนไหนบ้างจากอริยมรรคมีองค์ 8 ที่จะเหมาะกับเด็กระดับประถม ระดับอนุบาล ระดับมัธยม คือเอาหลักการใหญ่ จากหลักการใหญ่แล้วก็ดูว่าส่วนไหนในระดับไหนจะเหมาะกับเด็กในระดับนั้นๆ คือเราไม่ได้มุ่งที่จะฝึกเด็กให้เป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเราต้องการพัฒนาชีวิตที่เป็นองค์รวม ที่เป็นทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ ทางอารมณ์ เป็นการพัฒนาจิตใจ เป็นการพัฒนาปัญญา พร้อมกับวิธีการร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ดีมาก ฉะนั้นถ้าเราสามารถปรับระบบการศึกษาทั่วไปให้สอดคล้องกับหลักธรรม หนึ่ง จะได้ระบบที่พัฒนาเด็กทั้งคน ไม่ใช่ว่าเฉพาะส่วนในส่วนหนึ่ง สอง ก็เป็นการเตรียมเด็ก ผู้ที่มีศรัทธาจะศึกาพุทธธรรมในระดับสูงขึ้นไปต่อไป เพราะความพร้อมต้องมาจากพื้นฐานที่ดี แต่ว่าไม่ใช่ข้อบังคับว่าจะต้องเรียน ...
สาธุฯ
บ่ายสี่โมง จนถึงห้าโมงครึ่ง เย็นวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา คุณๆ กำลังทำอะไรกันอยู่ครับ
ส่วนผม ... ไป "นิ่ง"
ด้วยการส่งลิ้งก์ต่อๆ กันมา ทำให้ผมได้รับหมายกำหนดการของเหตุการณ์เล็กๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นั่นคือ การ "Freeze" ครั้งแรกในประเทศไทย
ฟังครั้งแรก ผมก็งงๆ ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งได้ดูภาพตัวอย่างการ freeze ของต่างประเทศ ( NewYork , London , Tokyo เป็นต้น ) ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ... มันคือ การนัดรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ในที่สาธารณะ เพื่อ "หยุดนิ่งประดุจโดนแช่แข็ง" อย่างพร้อมกัน โดยที่สาธารณชนอื่นๆ ไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน
เห็นครั้งแรก ผมก็นึกในใจแล้วว่า "โอ้ววว mang COOL ว่ะ" และสำหรับคนขี้เบื่ออย่างวายร้ายแบบผมแล้ว นี่เป็นทางออกอย่างดี !! ในใจพลันคิดไปถึงความรู้สึกตอนที่คนอื่นๆ เห็นพวกเรา "frozen" แบบฉับพลัน แล้วอยากรู้ว่าตัวเองจะรู้สึกยังไงตอนที่โดน "ปลดล็อก" ... แต่ก็ไม่วายรู้สึกว่าครั้งแรกของประเทศไทยคงต้องมีอะไรขลุกขลักกันบ้าง แต่ก็งั้นแหละ ธรรมดาโว้ย กรูจะปายยย เอามันสสสส์...
บ่ายสามโมงตรง เรานัดกันที่หน้าสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาตรงทางเข้าโตคิว ทั้งคนไทยหน้าไทย หน้าจีน หน้าลาว และฝรั่งแท้ๆ สามคนพ่อแม่ลูกที่มาแจมงานนี้โดยเฉพาะ ! เพื่อนัดแนะก่อนจะแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป บ่ายสี่โมงเราก็เริ่ม "freeze" ครั้งแรก ตรงหน้าสถานีนั่นแหละ ... โอ้ว เมื่อยอย่างแรง ... การหยุดในท่าก้าวเดินนี่มันช่างงง ... !@#
การ freeze สำเร็จ แต่พวกเราร่วมร้อยชีวิตกว่าๆ รู้สึกยังไม่สะใจ เราจึงนัดกันอีกครั้งที่ลานน้ำพุหน้าสยามพารากอน ตอนห้าโมงครึ่ง เพื่อหยุดโลกกันอีกซักห้านาที
ห้าโมงสิบห้า ผมกะเพื่อนที่ว่างงานจริงๆ และอู้งานจริงๆ รวมสามคนก็เริ่มเดินออกจากจุดนั่งพักของพวกเราออกไปจากห้างพารากอน มุ่งหน้าไปที่ลานน้ำพุ
เหลืออีกสามนาที เราแยกย้ายกันไป เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน จนกระทั่ง สัญญาณที่เตี๊ยมไว้เกิดขึ้น ...
..............................."กึก"..................................
คนร้อยกว่าคนหยุดการเคลื่อนไหวลงเกือบจะพร้อมกัน !!
น้องวัยรุ่นสาวสามคนข้างหน้าผม ยังไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ยกกล้องมือถือขึ้นถ่ายรูปกันสักพัก จึงเริ่มสังเกตว่า รอบตัวพวกหล่อน มันไม่มีใครหน้าไหนขยับตัวกันเลย เกือบทุกคน (แน่นอน ไม่รวมคนธรรมดาที่บังเอิญเดินผ่านมา) หยุดนิ่ง ในท่าต่างๆ
หนุ่มตี๋ยืนตักไอติมเข้าปาก
เพื่อนสนิทดึงมืออีกคนลุกจากม้านั่ง
สาวสวยสามคนยืนเม้าท์ค้าง
วัยรุ่นบีบอย ยกมือทักกันอยู่อย่างนั้น
น้องฝรั่งสุดน่ารักก้มลงเก็บกระดาษที่ตกบนพื้น
ฯลฯ
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
"เฮ่ยยย"
"น่ากลัวว่ะ...กรี๊ดดดด"
ผมเกือบจะหลุดขำออกมา ... แต่ก็ต้องอดทนไว้ อดทน อดทน อดทน (ไอ้เชี่ยมมมม ทำไมกรูต้องเลือกหยุดในท่าย่างเท้าแบบนี้อีกแล้ววะ เมื่อยน่อง cheap เป๋ง)
หมดเวลาห้านาที...ทุกคนขยับตัว เป็นอิสระจากการครอบงำของ พลังลึกลับ !!
ทีมงานตัดต่อเสร็จแล้ว เย่ ... เสียดายมีรูปผมไกลๆ นิดเดียว แป๊บเดียว
ติดตามชมผลงาน BangkokFreeze ครั้งนี้ของพวกเราได้ที่นี่ http://viralthai.ning.com/
สำหรับลิ้งก์ของบรรดาช่างภาพทีมงาน BangkokFreeze ครั้งนี้ ให้แวะไปที่หน้า portal นี้ครับ http://viralthai.ning.com/forum/topic/show?id=2061060%3ATopic%3A1644
FREEZE
เป็นรูปแบบหนึ่งของ Flash Mob ซึ่งกำเนิดครั้งแรกใน Manhattan เมื่อเดือนพฤษภาคม 2003 ก่อนจะเริ่มเป็นที่นิยม และแพร่หลายไปทั่วโลก ... หลายครั้งการ freeze นั้นไม่มีจุดมุ่งหมายเป็นพิเศษ เป็นเพียงลักษณะหนึ่งของ Performance art หรือ Street art แต่บางครั้งการ freeze ก็มีจุดมุ่งหมายเป็นพิเศษ เช่น รณรงค์ให้ทุกคน"หยุด"สงครามที่จะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้ว
ตัวอย่าง จีน ขอแต่งงาน, ลอนดอน สี่พันคน
ลิ้งก์ของ flashmob organizations บางแห่ง
Flashmob the documentary ::
http://www.kablam.tv/flashmob/index.htm
Improv Everywhere ::
http://www.improveverywhere.com/ ของอเมริกา มีการจัด freeze แบบมี mission หลายครั้ง
หรือ http://improveverywhere.ning.com/
Thai Viral Video Project ::
http://viralthai.ning.com/
Weblog "คนชายขอบ" รุ่นพี่ที่ไป freeze ด้วยกันครับ : http://www.fringer.org/?p=346
สมัยปี 1986 ผู้ผลิตเกมยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น Konami ได้ส่งเกม adventure แนวขวางออกมาเกมหนึ่ง ซึ่งโด่งดังมาก และเป็นต้นแบบเกมที่มีเนื้อหาแนวเดียวกัน และซีรี่ส์เดียวกันในอีกหลายเวอร์ชั่นถัดมา นั่นคือเกม...
"CASTLEVANIA"
เกมนี้ เกมเมอร์จะกลายเป็นนักปราบผีแห่งตระกูล Belmont (หรือ Belmondo ตามสำเนียงญี่ปุ่น) ซึ่งเดินทางไปยังปราสาทแดร็กคิวล่า เพื่อปราบบรรดาผีดิบ ผีดูดเลือด มนุษย์หมาป่า และแดร็กคิวล่าซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่...
เกมเมอร์ในอดีตหลายคนคงจะจดจำ character ตัวเอกของเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ ชายหนุ่มรูปร่างแข็งแรงสวมชุดเกราะ คาดผ้าบนศีรษะ สะบัดแส้ ไล่ปราบผีดูดเลือด ... เก็บ options ปาไม้กางเขนซึ่งควงกลับมาหาเราได้ โยนน้ำมนต์(หรือน้ำกรด)ใส่ผีดิบให้ลุกไหม้ในกองไฟ ... ฯลฯ
อีกสิ่งหนึ่งที่บรรดาเกมเมอร์หลายคนคงจำได้ และชื่นชอบ คือ ดนตรีประกอบฉาก ที่ทั้งไพเราะ ปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม หม่นเศร้าและวังเวงไปพร้อมๆ กัน ...
ดนตรีประกอบฉากในเกมนี้ หลายเพลงประพันธ์ขึ้นอย่างไพเราะ และต่อมามีนักดนตรีหลายคน หลายแนว นำไปเรียบเรียงใหม่ และบรรเลงออกมาในหลายๆ เวอร์ชั่น
สำหรับเพลงประกอบฉากที่โด่งดังมากที่สุดของเกมนี้ น่าจะเป็นเพลง Bloody Tears ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับ ประพันธ์ขึ้นโดย Kenichi Matsubara, Masahiro Ikariko, Kazuhiro Uehara และ T-San ซึ่งต่อมามีผู้ดัดแปลงเป็นหลาย variations และ versions
ติดตามชมกันครับ...
เพลงแรก Bloody Tears เวอร์ชั่น Piano
อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เป็น Main Theme ของเกมภาคแรก
ต่อมา...เป็นเพลงเปิดในฉากแรกๆ ของเกมภาคแรก
และถ้ายังไม่สะใจ ลองมาฟังเวอร์ชั่น กีต้าร์ Rock มั่ง มันส์ Code Code ! - เพลง Vampire Killer และเพลง Bloody Tears
และถ้าใครคิดว่า เพลงประกอบฉากในเกม มีคุณค่าแค่ระดับเล่นอวดกันเองใน youtube แล้วละก็
งั้น...มาดูเวอร์ชั่น orchestra กันมั่งครับ !!
ถ้าดูความดังของเพลงประกอบฉากในเกม ว่าดัง(และมัน) พอๆ กับเกมแค่ไหน แล้วยังไม่สะใจ
ผมจะขอชวนมาดูว่า เค้าเอา เพลงจับมาทำเป็นเกม อีกแบบหนึ่งได้ไง (มันไม่แพ้กัน)
======= แหล่งที่มา : wikipedia.org, youtube.com
มีเพื่อนแนะนำมาว่าการ์ตูน Batman : The Dark Knight Returns ฉบับปี 1986 ของ Frank Miller สนุกมาก เล่าเรื่อง Bruce Wayne เมื่ออายุ 50 ปี ฟังแล้วน่าอ่านมาก
ภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้ สร้างมาจากซีรี่ส์แบทแมน ชุดนั้น
ในอเมริกา เห็นประกาศว่าจะฉายช่วงเดือนกรกฏาคม 2008
ไม่รู้ว่าบ้านเราจะฉายช่วงไหน
พระราชวงศ์
· สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
· สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ
· สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
· พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี
· พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
· พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
·