~ i GoT SicK ~

Reviews

ReviewReviewReviewReviewReviewPersepolis (2007)Apr 14, '08 5:34 AM
for everyone
Category:Movies
Genre: Animation
Directors:Vincent Paronnaud / Marjane Satrapi
Writers:Vincent Paronnaud (screenplay) / Marjane Satrapi (comic & screenplay)

ภาพยนตร์อนิเมชันรางวัล Jury prize แห่ง Cannes Film Festival 2007
สร้างจาก Graphic novel ของ Marjane Satrapi

เรื่องราวของ Marjane สาวน้อยชาวอิหร่านวัยเก้าขวบในปลายยุคสมัยแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย เข้าสู่ยุคปฏิวัติ (Islamic revolution) ก่อนเข้าสู่ยุค Republic ภายหลังชัยชนะของฝ่ายปฏิวัติของโคไมนี่

เรื่องราวภาพยนตร์เป็นการมองอิหร่านผ่านสายตาตัวเอกของเรื่อง (ซึ่งก็คือ Satrapi Marjane ผู้เขียน) ในช่วงวัยเด็กที่ตรงกับช่วงปฏิวัติอิสลาม เข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องย้ายถิ่นไปยังเวียนนา ในยุคที่บ้านเกิดเมืองนอนตกอยู่ภายใต้ยุคสงครามอิหร่าน-อิรัก Marjane ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นแห่งความสับสน ค้นหาตัวเอง อิสรภาพและรากเหง้า ก่อนกลับไปยังอิหร่านบ้านเกิดเพื่อค้นพบว่า บ้านเกิดของตนเอง"กลืน"กับตัวตนของเธอไม่สนิทเสียแล้ว ...

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวหนักหน่วงและเสียดสี ผ่านลีลาลายเส้นการ์ตูนขาวดำอย่างง่ายๆ น่ายิ้ม แต่มีเอกลักษณ์ของ Marjane ให้ผู้ชมติดตรึงกับเก้าอี้ตลอดชั่วโมงครึ่งได้อย่างน่าประทับใจ
ภาพที่ส่งออกมาแม้จะเรียบง่าย แต่มีพลังที่จะส่งทั้งอารมณ์และแก่นสารออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

เนื้อหาอีกอย่างที่"แนบ"มาด้วยกันกับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองก็คือ แนวคิดและวิถีชีวิตของผู้หญิงอิหร่าน สามรุ่น สามยุค ตั้งแต่ ยาย (จักรวรรดิเปอร์เซียยุคหลัง) แม่ (ยุคปฏิวัติ) และลูกสาว (รอยต่อจากยุคปฏิวัติเข้าสู่ยุคสงคราม ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน) เมื่อดูไปจนถึงตอนจบเรื่องแล้วราวกับว่า Marjane เองก็ถวิลหาช่วงเวลาแห่งความสงบสุขแห่งยุคคุณยาย ซึ่งมิอาจจะหวนกลับคืนไปได้อีกแล้ว (จบเรื่องด้วยประโยคที่คุณยายเล่าเรื่องวิธีทำให้ตัวหอมด้วยดอกมะลิ)

ซึ่งเรื่องของหญิงสามรุ่นนี้ ชวนให้นึกถึงหนังสือเรื่อง Wild Swan : Three Daughters of China ของ Jung Chang ที่เคยอ่านมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับคนสามรุ่น คือยาย (จักรวรรดิจีนยุคหลัง) แม่ (ปฏิวัติแดง) และลูกสาว (จีนยุคใหม่) ไม่น้อย ทำให้คิดว่าการปฏิวัติที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกิน...

=======
LINKS
Official website : http://www.sonyclassics.com/persepolis/

Her Books : http://www.randomhouse.com/pantheon/graphicnovels/persepolis.html

Marjane talking about her own books : http://www.randomhouse.com/pantheon/graphicnovels/satrapi2.html

Internet Movie Database : http://www.imdb.com/title/tt0808417/

ชมภาพยนตร์ดีดีเรื่องนี้ในไทย ได้ที่ HOUSE RCA ครับ : http://www.houserama.com/index.php

Wikipedia ประตูไปสู่ข้อมูลแง่มุมอื่นๆ : http://en.wikipedia.org/wiki/Persepolis_%28film%29

=======


Category:Books
Genre: Arts & Photography
Author:ประชา สุวีรานนท์
รวมบทความจากคอลัมน์ ดีไซน์ + คัลเจอร์ ในมติชนสุดสัปดาห์
พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2551
สำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน

=======

ความรู้แบบเด็กๆ สมัยก่อนของผม เมื่อได้ยินคำว่า ดีไซน์เนอร์ มักจะนึกไปถึง ดีไซน์เนอร์เสื้อผ้าแฟชั่น เป็นอย่างแรก และเพียงอย่างเดียว
แต่จริงๆ แล้วคำว่า "ดีไซน์" หรือแปลเป็นไทยว่า ออกแบบ นั้น กินความกว้างมาก และหากจะรวมคำพูดถึงคนที่ทำงานด้านดีไซน์ในด้านต่างๆ แล้ว ก็ต้องนับรวมคนที่อยู่ใน"ชื่ออื่น ของดีไซน์เนอร์" เข้าไปด้วย : กราฟฟิกดีไซน์ นักตกแต่งภายใน สถาปนิก นักออกแบบเสื้อผ้า นักผังเมือง นักโฆษณา พ่อครัวแม่ครัว นักการเมือง ศิลปิน ฯลฯ

คุณประชา เล่าถึงเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ดีไซน์ หลายๆ ชิ้น
ที่มา, ที่ไป, และที่เป็นอยู่

หลายสิ่งเราเห็นมันอยู่เนืองๆ นองๆ
อาทิ
"มนุษย์ห้องน้ำ" หรือ รูปคนหัวกลมๆ ตัวดำๆ หญิงชายยืนข้างกัน ซึ่งเกิดในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1972 (จะว่าไปก็รุ่นพี่ผมไม่กี่ปี แต่ดังชิบเป๋ง) และญาติของเขาและเธออีกมากมาย คุณประชา เล่าเรื่องของมนุษย์ห้องน้ำโยงมาจนถึงตัวตนของ "ประชาชน" ในสิบสี่ตุลา ของไทย ว่ามีคุณค่าและความหมายอย่างไร (ได้ยังไงเนี่ยะ)

ในยุค"เปลี่ยนใจใช้แม็ก" แบบนี้
คุณประชา พาเราเข้าไปรู้จัก แนวคิด "มินิมอลิสม" ว่าเหตุใดแนวคิดที่ฟังดูเรียบง่าย และน่าจะเก็บตัว แต่กลับทำให้คุณกลายเป็นคนที่ไม่ได้เรียบง่าย แต่กลับดูมีรสนิยม และ"ประกาศตัว" ได้ยังไง เวลาคุณเสียบหูฟังเหน็บไอพ็อดยืนพิงผนังรถไฟใต้ดิน ...

หรือแผนผังรถไฟฟ้ารถไฟใต้ดินมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมมันจึงมีหน้าตาแบบนี้

และเทคนิค "สื่อสารโดยไม่เห็นสาร" "ทำให้คนดูกลายเป็นพวกแบบไม่รู้ตัว" ของการดีไซน์ เป็นไฉน เหตุใดเราจึงไม่เคยหลุดพ้นจากการตกเป็นทาสแห่งการบังคับควบคุมของเหล่าดีไซน์เนอร์ทั่วโลกอย่างไม่รู้ตัวได้สำเร็จซะที

นอกจากอ่านเพลินแล้ว
หนังสือเล่มนี้ยังเปิดแง่มุม แง่คิดใหม่ๆ ที่คนนอกวงการดีไซน์แบบฮาร์ดคอร์จะเคยรู้มาก่อน

ดีไซน์ คืออะไรกันแน่ ... ศิลปะ ความเท่ รสนิยม แฟชั่น วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา หรือการโฆษณา

ผมว่า มันเป็นเรื่องไอเดีย ที่รวมเอาแง่มุมหลายๆ อย่างนั่น ในสัดส่วนที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง

อ่านครับ ...


Category:Books
Genre: Nonfiction
Author:'ศราดีดี้ (นริศรา ตันติกำเนิดกุล)
"อินเดีย"...ยี้...
เคยรู้สึกแบบนี้ใช่ไหมครับ?

คุณก็เหมือนผม
ขี้วัว ความสกปรก ความไม่สะดวก วรรณะ ฯลฯ เป็นอันดับแรกๆ ที่เราอาจจะนึกถึง ถ้าพูดถึงอินเดีย

แต่...เดี๋ยวก่อน...
ระบอบประชาธิปไตยของที่นี่แข็งแรงมาก
อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ก็เข้มแข็ง
แหล่งกำเนิดวัฒนธรรม

นอกจากนั้น
อินเดียยังเป็นแหล่งกำเนิดของบุคคลสำคัญของโลกมาตั้งแต่สามพันปีก่อนโน่น
เป็นอู่แห่งศาสนาสำคัญหลากหลาย
นักคิด จอมปราชญ์ ศาสดา นักรบ กษัตริย์
นักต่อสู้ นักเขียน
บุคคลรางวัลโนเบล
ฯลฯ

คุณนริศรานำเราเข้าสู่อินเดีย และพาเราไปสู่จุดเล็กๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่อินเดียอย่างรวดเร็วเพียงสองบทแรก
"ศานตินิเกตัน"

ศานตินิเกตันเป็นเมือง เป็นมหาวิทยาลัย ที่ไม่เหมือนเมืองและมหาวิทยาลัยใดในโลก
ก่อตั้งโดย รพินทรนาฐ ฐากูร กวี นักดนตรี นักเขียน นักคิด คนสำคัญร่วมยุคสมัยกับมหาตมะ คานธี

คุณนริศรา พาเราไปรู้จักมรดกของนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ผู้ยิ่งใหญ่
ชีวิตในเมืองมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมือนใคร
ชีวิตที่เรียกว่า มีชิวิตและชีวา จริงๆ
การศึกษาที่เรียกว่า การศึกษา แท้ๆ
ที่เมื่อคุณเรียนจบ คุณจะได้ปริญญาใบไม้
และประสบการณ์ชีวิตอีกกอบมือหนึ่ง
ที่คุณจะนำไปใช้ หว่าน โปรย แจก จ่าย ปลูกและสร้าง ต่อ ๆ ไป

สำหรับคนชอบอินเดีย หนังสือเล่มนี้จะเติมเต็ม
สำหรับคนไม่ชอบอินเดีย หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าแง่มุมใหม่ๆ

"...ยืนยันจากคนที่เคยมาเยือนศานตินิเกตันแล้วว่า หากใครได้ลองมาหนแรก ต้องมีหนสอง หนสาม หนสี่ กลับมาปีเว้นปี มีแต่ครั้งล่าสุด มากกว่าครั้งสุดท้าย..." 'ศราดีดี้ (ผู้เขียน)

เรียบง่าย แต่อ่านสนุก
และสำหรับคนที่ไม่เคยไปแม้แต่อินเดียอย่างผม "อินเดียใต้ต้นไม้" ทำให้ผมตกหลุมรักอินเดียลึกลงไปมากยิ่งขึ้น และอยากไปเยือนถิ่นอินเดียโดยเร็ว...


ReviewReviewReviewReviewOnce (2006)Mar 29, '08 12:58 PM
for everyone
Category:Movies
Genre: Drama
Writer:John Carney (writer)
Genre:Drama / Music / Romance
Tagline:How often do you find the right person?

=======
ชีวิตช่วงนี้เต็มไปด้วยความบังเอิญของชีวิต (ซึ่งมีทั้งดีและร้าย) ในวันที่เหนื่อยหน่ายกับการทำงานอันหักโหม และความเครียดจากการสอบอันดูเหมือนจะอยู่คู่กับผมไปจนแก่เฒ่า วันที่ผมได้เวลาว่างอันมีค่ากลับคืนมา ผมก็ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ (จริงๆ เล็งไว้แล้วตั้งแต่ดู Kite Runner)

หนังต้นทุนต่ำที่เล่าเรื่องชีวิตของชายหญิงนักดนตรีและนักร้องสมัครเล่นในเมืองดับลิน ของไอร์แลนด์ ที่โชคชะตาได้ชักนำให้มาพบกัน และได้ค้นพบตัวตนของกันและกัน
คนที่ชอบดูภาพยนตร์ที่มี production อลังการ อาจไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ผมชอบมาก เพราะการที่ "ดูเหมือน" ไม่ได้ตั้งใจสร้าง การใช้นักแสดงสมัครเล่น (จริงๆ เป็นนักดนตรีทั้งคู่) ทำให้หนังออกมาดูเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

นอกจากตัวหนังเองแล้ว ดนตรีและเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ก็เรียกว่า ยอดเยี่ยม !
นักแสดง ซึ่งเป็นนักดนตรีเองทั้งคู่ แต่งเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ ซึ่งทำได้น่าประทับใจจริงๆ

หนังทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งของผมเลย

Please visit official site at http://www.foxsearchlight.com/once/ (online nice OST and free download)

Some of Thai reviews for this movie at http://www.mono2u.com/review/content/once/


ReviewReviewReviewReviewKite Runner (2007) Mar 29, '08 12:23 PM
for everyone
Category:Movies
Genre: Drama
Director:Marc Forster
Writers (WGA):David Benioff (screenplay)
Khaled Hosseini (novel)

Release Date:28 February 2008 (Thailand) more

Tagline:There is a way to be good again.

Plot Outline:After spending years in California, Amir returns to his homeland in Afghanistan to help his old friend Hassan, whose son is in trouble.

=======

โดยส่วนตัว ไม่เคยรู้จักผู้กำกับและผลงานของผู้กำกับคนนี้มาก่อนเลย และตอนแรกก็ไม่คิดจะแวะไปดูหนังเรื่องนี้ด้วย แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้ได้ไปดูหนังดีเรื่องนี้ จากคนแนะนำ

หนังสร้างจากนวนิยาย international bestseller ของ KHALED HOSSEINI ชื่อเดียวกันกับภาพยนตร์

เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ ความรัก การทรยศ สงคราม การเมืองของประเทศอัฟกานิสถาน
เรื่องเล่าความสัมพันธ์ตั้งแต่วัยเด็กของเด็กชายสองคน มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ การหักหลัง และชีวิตที่หักเหไป จากการรุกรานของรัสเซีย จนกระทั่งตาลิบันกอบกู้เอกราชคืนให้ประเทศได้ แต่ก็ต้องเผชิญการปกครองที่เข้มงวดและรุนแรงของตาลิบัน

ดูเสร็จแล้วอยากเห็นกรุงคาบุลสมัยก่อน

สำหรับหนังสือ ได้รับความเอื้อเฟื้อจากรุ่นพี่ผู้แนะนำให้ไปดูหนังเรื่องดีเรื่องนี้ด้วยกัน ให้ยืมอ่านแบบไร้กำหนดคืน (ลืมๆ มันไปซะนะครับเจ๊...อิอิ) หนังสือให้ภาพรายละเอียดและที่มาที่ไปของเหตุการณ์และพฤติกรรมของตัวละครได้ลงลึกกว่า ดูและอ่านจบแล้ว น่าจะได้ภาพที่สมบูรณ์ของ Kite Runner

Note: ส่วนตัวชอบฉากเล่นว่าวตอนแรกของหนังมากๆ ทำได้ไงให้การเล่นว่าวธรรมดาดูสนุก และ Cool ! แบบนั้น !

Please visit the official site at http://www.kiterunnermovie.com/


Category:Books
Genre: Science
Author:Bill Bryson เขียน
แปลโดย โตมร ศุขปรีชา / วิลาวัลย์ ฤดีศานต์
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง มกราคม 2008
สำนักพิมพ์วงกลม

"...นี่คือหนังสือที่จะบอกเล่าว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พูดให้ชัดๆ นี่คือหนังสือบอกเล่าถึงวิวัฒนาการของเรา จากความว่างเปล่ากลายมาเป็นอะไรสักอย่าง แล้วมันก็กลายมาเป็นเรา รวมไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นด้วย..." บิล ไบรสัน (ผู้เขียน)

ก็อย่างที่บิล ไบรสันพูดถึงหนังสือของตัวเองนั่นแหละ หนังสือเล่มนี้บอกและเล่าถึงวิวัฒนาการจนกระทั่งเรากลายเป็นเรา - มนุษย์ - ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะบอกออกมาว่า จุดเริ่มต้นมาจากความประทับใจในภาพ"แกนโลก"ในหนังสือตั้งแต่สมัยเด็ก แต่เพิ่งจะรู้สึกอยากค้นหาว่าแล้วเรารู้ได้ยังไงว่าข้างในโลกมันเป็นชั้นๆ อย่างในหนังสือว่า ก็เอาตอนโตแล้ว

ซึ่งนั่นอาจจะช้าไปหน่อย แต่ก็ทำให้หนังสือเล่มนี้กำเนิดขึ้นตอนที่ผู้เขียนกลายเป็นนักเขียนที่มีฝีมือมากแล้ว และมันกลายเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากจนวางไม่ลง

นักเรียนไทยอาจรู้ว่า วิทยาศาสตร์ แบ่งเป็น ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ซึ่งถึงจะเรียนกันจนจบแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ และเชื่อมโยงไม่ได้ว่า ทำไม๊ ทำไม มันต้องแบ่งแบบนั้น แต่ละสาขาย่อยมันมีประโยชน์ยังไง และ(กู)จะต้องนั่งท่องอนุกรมวิธาน (Taxonomy) อาณาจักรสัตว์ อาณาจักรพืช อาณาจักรมอลัสก(ลุ้)มไปทำไม(วะ) (อ่านแล้วถึงรู้ว่ากำเนิดอนุกรมวิธานนี่ code สนุก)

บิล ไบรสันเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและนักท่องเที่ยว ดังนั้นเมื่อเขาสนใจวิทยาศาสตร์และเขียนมันออกมา จึงเป็นการเล่าวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาของคนไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนที่ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์อ่าน
และการบอกเล่าวิวัฒนาการก็ไม่ได้เริ่มจากซากปลาดึกดำบรรพ์ แต่เล่าถึงต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด นั่นคือ "กำเนิดจักรวาล" ด้วยลีลาการเล่าที่ไม่ได้ลำดับตาม พ.ศ. แต่ลำดับตามความคิดของมนุษย์ในการทำความเข้าใจจักรวาล การค้นพบ การเดินทาง โชคชะตา และความบังเอิญ ทำให้เราไม่ได้มองเห็นแค่กำเนิดจักรวาล แต่มองเห็นลำดับความคิดและความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลทีละข้อต่อ ๆ

ก่อนหน้าจะมีจักรวาล เรื่อยมาจนกระทั่งจักรวาลเกิดขึ้นแล้ว ตามด้วยดวงดาว
และ
"โลก" ซึ่งเป็นช่วงที่ผมชอบมากที่สุด (สุด~สุด~!)

ทำให้ผมรู้ว่า นักกระเทาะหิน หรือนักธรณีวิทยา เป็นสาขาที่ cool มากสาขาหนึ่ง
ธรณีวิทยาเป็นรากฐานสำคัญของแขนงวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ
ทั้งดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ

บทที่เล่าเรื่องการค้นหา "ขนาดและน้ำหนักของโลก" นั่นก็สนุกสุดขีด ทำให้รู้ว่ากว่าเราจะรู้ว่าขนาดและน้ำหนักของโลก (ที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด) นักวิทยาศาสตร์ต้องเดินทางไกลทั่วโลก ชิงดีชิงเด่น ชิงไหวชิงพริบ บ้า เพี้ยน ฯลฯ และต้องคว้าน้ำเหลว (จริงๆ คว้าไม่ได้แม้แต่น้ำสักหยด) กี่ครั้ง กี่ปี จนกระทั่งเราค้นพบวิธีคำนวณขนาดและน้ำหนักออกมาได้

หนังชีวิตชัดๆ

จากจักรวาลและโลกก็วกไปเรื่องอะตอม ซึ่งเป็นจักรวาลอีกจักรวาลหนึ่ง
ไม่มีอะไรที่เรามองด้วยแว่นจักรวาล จะสามารถมองเรื่องราวของสิ่งที่เล็กที่สุดอย่างอะตอมได้
นอกจากจะเปลี่ยนแว่นตาเสียใหม่...

เรื่องก็ดำเนินไปเรื่อยจนมาถึงกำเนิดเซลล์ตัวแรก
และความบังเอิญอันน่ามหัศจรรย์แห่งวิวัฒนาการ
จนกระทั่ง "ตู้ม" มนุษย์คนแรกบังเกิดขึ้น
ครองโลก
และทำลายมัน !

เป็นหนังสือที่สนุกมากที่คนที่ไม่ได้ร่ำเรียนวิทยาศาสตร์ควรอ่าน
และคนที่คลุกวงในสายวิทยาศาสตร์ทุกแขนง ยิ่งต้องอ่าน

เอาไปห้าดาวเลยครับ ... จัดให้


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help